หลากหลายวิธีการลงทุนแบบต่างๆในโลกคริปโต

0
625

คริปโตเป็นนหนึ่งในสินทรัพย์ที่คนรุ่นใหม่และคนจำนวนกลุ่มนึงได้ลงทุนและให้ความสนใจในสินทรัพย์ชนิดนี้ ข้อดีของสินทรัพย์ชนิดนี้คือ มันไร้พรมแดน ใช่คุณจะโอนมันไปเทรดที่ไหนบนโลกก็ได้ และตลาดซื้อขายไม่มีช่วงเปิดปิด(ยกเว้นซ่อมบำรุงนะ) และราคาไม่มีเพดาน บางคนก็เรียกว่าราคายุติธรรม(Fair Price) บางคนก็ว่าราคามันควบคุมได้ (Price Manipulation) แตกต่างกันไปตามทัศนคติและมุมมอง

คนกลุ่มนึงมีความเชื่อมั่นว่าจะเปลี่ยนโลกได้ด้วยบิทคอยน์ เราเรียกพวกเค้าว่า “Bitcoin Maximalist” และบางคนต้องการเพียงเก็งกำไรสินทรัพย์เหล่านี้เท่านั้น “Crypto Speculative Investor” นอกจากนี้ยังมีแชร์ลูกโซ่หลายตัว ได้นำคริปโตเหล่านี้ไปอ้างเพื่อขอระดมทุน บางก็ว่าไปซื้อบิทคอยน์ บ้างก็ว่าทำเหรียญมาแข่งกับบิทคอยน์ แต่ผลท้ายสุดก็มักจบลงที่การพับโครงการหอบเงินหนี ทิ้งนักลงทุนไว้กับขยะดิจิทัล

จากที่กล่าวไปข้างต้นเชื่อว่าหลายคนน่าจะได้เห็น ภาพกว้างของตลาดคริปโต สิ่งที่ยั่วยวนใจหลายคนให้เข้ามาส่วนมากคือเงินและผลกำไรที่อาจเกิดขึ้นได้ในตลาดแห่งนี้ นั่นทำให้พวกเขาพร้อมมองข้ามสิ่งต่างที่เป็นหลุมพรางไปจนหมดสิ้น ถ้าโชคดีหน่อยก็อาจจะไปดอยหรือขาดทุนคริปโตสักตัว ถ้าโชคร้ายก็จะไปดอยหรือขาดทุนหมดตัวกับแชร์ลูกโซ่สักอย่าง วันนี้เราจะคุยกับว่าคริปโตมีวิธีการลงทุนแบบไหนบ้าง

1.การขุด (Mining)

สำหรับเหรียญบางชนิดสามารถลงทุนด้วยการขุดได้ นั่นก็คือเหรียญที่ใช้อัลกอริทึม Proof of Work (PoW) ที่พิสูจน์สิทธิ์ในการบันทึกบล็อกผ่านกำลังขุด และผู้ที่แก้ไขสมการได้คนแรกของแต่ละบล็อคก็จะได้สิทธิในการบันทึกธุรกรรมในบล็อกนั้น พร้อมรับค่าธรรมเนียมในการยืนยันธุรกรรม ปัจจุบันก็มีการขุดอย่างแพร่หลายทั้งใน Bitcoin(BTC), Ethereum(ETH) และ Litecoin(LTC) และเครื่องมือที่ใช้ในการขุดก็มีทั้งเครื่อง ASIIC Miner, GPU, CPU, Harddisk ใช่ครับ เหรียญบางตัวใช้ Harddisk ในการขุด อย่างเช่น Burst(BURST) ซึ่งหากทุกท่านอยากรู้ว่าเหรียญที่สนใจ สามารถขุดได้ไหม สามารถเช็คได้จาก Coinmarketcap โดยคลิ๊กเข้าไปในเหรียญที่สนใจ หากเหรียญนั้นสามารถขุดได้จะมีคำว่า Mineable อยู่ด้วย

2.การเทรด (Trade) ซึ่งแยกย่อยไปประมาณ 4 แบบด้วยกัน

  1. Equity Trade คือการซื้อตัวเหรียญแล้วมีสิทธิถือครองเหมือนสินทรัพย์ชนิดหนึ่ง ซึ่งในไทยสามารถหาซื้อได้ตามตลาดแลกเปลี่ยนเช่น Bitkub และ SatangPro โดยสามารถถอนมาถือไว้ที่กระเป๋าส่วนตัวได้ เหมือนเราซื้อทองสักแท่งแล้วเราขนไปที่ไหนก็ได้
  2. Margin Trade คือการยืมเงินมาเทรด การเพิ่มอำนาจซื้อ ข้อดีคือทำให้นักลงทุนสามารถทำกำไรได้มากขึ้น ขณะเดียวกันก็มีข้อเสียคืออาจเสียเงินจนหมดตัวได้เช่นกัน นอกจากความเสี่ยงในการเทรดมากกว่าเงินที่มีแล้วนั้น (Overtrade) ยังต้องรับมือกับปัญหาดอกเบี้ยที่มีการคิดอยู่ตลอดช่วงที่ทำการเทรดด้วย สามารถเทรด Margin ได้ที่ Poloniex.com, Binance.com หรือ SimpleFX ซึ่งอันหลังคนอาจจะไม่ค่อยรู้จัก
  3. Future Trade คือการเทรดสัญญาอนาคต โดยจะมีการส่งมอบสินทรัพย์เมื่อหมดอายุสัญญา หากเป็นแบบ Spot จะเป็นการส่งมอบสินทรัพย์จริงเช่น BTC Spot แบบที่ Bakkt ที่เปิดวันที่23กันยายน2019นี้ และบางแห่งเช่น CME (Chicago Merchant Exchage) จะเป็นการส่งมอบเป็นเงิน (Cash Settlement)

3.การปล่อยกู้ (Interest Rate on Loan)

การปล่อยกู้คือหนทางนึง หากคุณคือหนึ่งในคนที่ขี้เกียจเทรดและต้องการถือยาว (Longterm) การปล่อยกู้ถือเป็นข้อนึงที่น่าสนใจ เพราะแม้จะได้ดอกเบี้ยไม่เยอะ แต่ก็สามารุทำให้เงินของคุณงอกเงยขึ้นมาได้บ้าง ดีกว่าการปล่อยไว้เฉย สถานที่ปล่อยกู้ยอดนิยมในอดีตก็หนีไม่พ้น Poloniex.com และ Bitfinex.com และมีน้องใหม่ท้าชิงอย่าง Binance ที่พึ่งเปิดให้สามารถนำเงินไปฝากเพื่อปล่อยกู้ได้ ซึ่งทั้งหมดเป็นการปล่อยกู้ของ Exchange เพื่อให้นักเทรด Margin มีเงินไปยืมเทรดนั่นเอง

และในยุคสมัยนี้เราได้มีเครื่องมือทางการเงินที่ดีมากขึ้น อย่าง Decentralized Finance (DeFi) ที่จะช่วยให้เจ้าของเงินได้รับเงินมากขึ้น ผ่านการเสนอค่าธรรมเนียมที่ถูกกว่าตลาดแลกเปลี่ยนให้กับผู้กู้ และเสนอค่าธรรมเนียมที่แพงกว่าในการปล่อยกู้ให้กับผู้ฝาก นั่นก็คือ Compound ซึ่งหากท่านฝากเหรียญ Stable Coin บางชนิด อาจทำเงินให้ผู้ฝากได้มากถึง 10% ต่อปีหรือมากกว่านั้น

4.การถือเหรียญ (Holder)

ใครจะคิดว่าการถือเหรียญจะทำเงินให้กับนักลงทุนได้ เงินไม่ได้งอกมาจากต้นไม้ แต่เหรียญสามารถงอกมาจากกองเหรียญด้วยกันได้ กลุ่มเหรียญบางชนิดสามารถทำ Stake ตัวเหรียญได้ ทำให้ผู้ถือเหรียญได้รับเหรียญเป็นปันผลในการช่วยคอนเฟิร์มธุรกรรม เหรียญในกลุ่มนี้ได้แก่ NEO ที่จะ Stake เป็นเหรียญ GAS ให้แก่ผู้ถือเหรียญ, VET, ARK, LSK, ONT และอื่นๆอีกมากมาย

นอกจากการถือเพื่อทำการ Stake แล้ว ในบางระบบสามารถทำ MasterNode ได้ หรือการเปิด Node เพื่อมาช่วยยืนยันธุรกรรม เพียงแต่ผู้เข้าร่วมจะได้มีเหรียญตามปริมาณที่กำหนด และจะได้รับเงินแค่ส่วนแบ่งจากการเปิดMasterNodeตามช่วงเวลาที่กำหนด เหรียญในกลุ่มนี้คือ DASH และ Zcoin

5.การลงทุนในโปรเจค (Funding)

การลงทุนในโปรเจคถือเป็นหนึ่งในเรื่องที่น่าสนใจ เพราะหากมองเพียงผลตอบแทน การลงทุนในโปรเจคทำให้นักลงทุนหายท่านได้รับเงินจำนวนมาก ผ่านการลงทุนในโปรเจคและซื้อขายกันในตลาดรองในภายหลัง ในช่วงปลายปี2017 ถือเป็นยุคทองของการลงทุนประเภทนี้มาก เพราะคนที่ลงทุนในเวลานั้น ส่วนมากจะกำไร และกำไรเป็นเท่าตัวเลยทีเดียว จนคนในวงการช่วงนั้นคุยกันเป็นเสียงเดียวกันว่า การลงทุนโปรเจคต่อไป จะกำไรกี่เท่ากันนะ แม้จะมีช่วงเวลาที่สวยงาม แต่โลกก็ไม่ได้เป็นแบบนั้นตลอดไป เมื่อการลงทุนในช่วงต้นปี2018 เริ่มทำเงินให้นักลงทุนน้อยลง บางคนถึงขนาดที่ว่า ขาดทุนมากกว่ากำไรด้วยซ้ำ และเมื่อสภาพตลาดแย่ลงการลงทุนแบบ ICO ที่โอนเงินให้แก่เว็บเทรดโดยตรงก็หายไป เพราะเข้าตลาดดีๆไม่ได้ ราคาแย่ ไม่มีสภาพคล่องในการขาย

ภายหลังได้มีบุรุษนาม Changpeng Zhao หรือชื่อย่อคือ CZ (ซีซี่) เข้ามาบุกเบิกยุคใหม่ของการลงทุน นั่นก็คือการทำ IEO ซึ่งเป็นการระดมทุนผ่านกระดานเทรดเลย เมื่อระดมทุนเสร็จก็เข้ากระดานเทรดนั้นได้เลย ได้สภาพคล่องแน่นอน ซึ่งผลลัพธ์คือนักลงทุนสนใจมาก เพราะ CZ เป็นเจ้าของเว็บเทรดอันดับต้นของโลกอย่าง Binance พร้อมทั้งมีกองทุน Safu Fund ที่แบ่งเงินกำไรมาเก็บไว้ เพื่อชดเชยให้กับลูกค้าในกรณีที่ Binance ถูกจารกรรมคริปโต

คริปโตที่ลงทุนใน Binance ทำผลงานได้ดี ส่วนมากจะกำไร บางตัวกำไรมหาศาล มีเพียงไม่กี่ตัวที่ขาดทุน ดังนั้นนักลงทุนจึงเชื่อมั่นในท่านผู้นำ CZ และโปรเจคล่าสุดที่ระดมทุนผ่าน Binance ไป คือ Band Protocol ซึ่งเป็นโปรเจคของคนไทยที่มีสมาชิกทีมเป็นทีมงานคุณภาพจากอดีตแชมป์โอลิมปิกคอมโลก

แม้การลงทุนแบบ Project Funding อาจทำเงินได้มาก แต่ข้อเสียคือ คุณก็อาจเสียเงินทุนทั้งหมดไปได้ ทางที่ดีคือ ต้องรู้จักแบ่งพอร์ทการลงทุนให้เหมาะสมกับความเสี่ยงที่เราบริหารและรับความเสี่ยงจากการสูญเสียตรงนั้นได้

Leave a Reply

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.