รีวิว Carry Protocol กับการใช้จ่ายอย่างเป็นส่วนตัวแบบไร้พรมแดน !!! (พิเศษกับกิจกรรม Airdrop แจกฟรีในงาน Meetup)

0
685

สวัสดีครับเพื่อนๆชาว Bitcoin Addict ทุกคนครับ พบกับแอดณะกันอีกครั้งสำหรับการรีวิว ICO แบบเจาะลึกตรงประเด็น โดยวันนี้จะมารีวิวโปรเจคที่น่าสนใจอีกตัวหนึ่งจากแดนกิมจิ ที่เตรียมจะเปิด Crowdsale ในเร็วๆนี้ นั้นก็คือ Carry Protocol นั้นเอง งานนี้อย่ารอช้าตามไปดูกันดีกว่าครับว่าเค้าเป็นมาอย่างไรแล้วจะมาทำอะไรกัน

Spoqa เบื้องหลังของ Carry Protocol

จากประสบการณ์ที่ผ่านมาพบว่า โปรเจค ICO มีไม่กี่โปรเจคหรอกครับที่มีผลงานและฐานลูกค้าแล้วส่วนใหญ่ก็มาวัดความน่าสนใจกันที่ Whitepaper แต่ทว่า Carry Protocol เป็นโปรเจคส่วนน้อยที่มีทีมงานนำโปรเจคเดิมอย่าง Spoqa ที่ก่อตั้งเมื่อปี 2011 และปัจจุบันมีฐานลูกค้าถึง 12ล้านคน (1/4 ของประชากรเกาหลีใต้) มาต่อยอดเข้ากับ Concept ของ Blockchain ที่กำลังเป็นกระแสนอกจากนี้ยังมีบริษัทยักษ์ใหญ่อย่างเช่น Kakao, Line ให้การสนับสนุน

จำนวนผู้ใช้งานแอพ Spoqa

โปรเจค Spoqa เล็งเห็นช่องทางการทำธุรกิจการตลาดจากร้านค้าทั่วไป (offline store) ที่โดยปกติร้านค้าเล็กๆที่อยากทำโปรแกรมสมนาคุณให้กับลูกค้าหรืออยากทำการตลาดนั้นทำได้ยากและใช้ต้นทุนสูง ทาง Spoqa ได้ออกแบบโปรแกรมการสะสมแต้มที่เพียงลูกค้ากรอกเบอร์โทรลงใน Tabletของร้านค้าใน App Spoqa ก็สามารถสะสม Dodo points กันง่ายๆลืมวิธีแบบเก่าๆไปได้เลย ทั้งนี้ลูกค้าสามารถเช็ค Dodo points รวมถึงดูโปรโมชั่นการลดราคา, ใช้คะแนนแลกสินค้าจากร้านค้าทั่วประเทศเกาหลีได้ในแอพ Spoqa ของลูกค้าเอง มาถึงตรงนี้เพื่อนๆน่าจะอยากรู้แล้วใช่มั้ยครับว่า Carry Protocol จะมาทำอะไรและใช้ประโยชน์อะไรจาก Spoqa ได้มาดูกันต่อที่หัวข้อด้านล่างกันครับ

Carry Protocol มาทำอะไร

Concept ของ Carry Protocol หลักๆก็จะคล้ายกับโปรเจคเดิมแต่ Spoqa ยังเห็นปัญหาในเรื่องของความเป็นส่วนตัวของข้อมูล ซึ่งปกติการซื้อของที่ลูกค้าใช้บัตรเครดิตหรือแอพจ่ายเงินหลังการชำระเงินถึงแม้จะได้แต้มจาก Spoqa แต่ข้อมูลทุกอย่างของลูกค้าก็จะถูกบริษัทตัวกลางเหล่านั้นเอาไปใช้แบบฟรีๆทั้งที่เป็นข้อมูลของเราแท้ๆ ทำให้เค้า Concept พื้นฐานอย่างการเป็น Database และตัดตัวกลางออกของ Blockchain มาประยุกต์ใช้และกำเนิด Carry Protocol ขึ้นโดยจะเป็น Platform ที่จะเข้ามาช่วยในการเชื่อมต่อร้านค้า offline เข้ากับลูกค้าไม่ว่าจะเป็นทั้งการตลาดจากฝั่งร้านค้า การชำระเงิน,สะสมแต้มแลกของรางวัลจากลูกค้า ทั้งหมดจะอยู่ใน Carry protocol ซึ่งมีส่วนประกอบหลัก 2ส่วนดังนี้

  • Blockchain ที่จะแยกออกเป็นส่วนย่อยอีก 2ส่วนคือ
    1.) Carry transaction database ที่จะจัดเก็บข้อมูลการใช้จ่ายเงินของลูกค้าลงบน Carry Blockchain
    2.) Carry smart contract ที่จะเป็นตัวช่วยในการสร้างและจัดการเหรียญ 2ประเภทใน Carry Protocol ที่มีชื่อว่า CRE และ BT (Branded Tokens)
  • APIs ที่จะแยกออกเป็นส่วนย่อยอีก 2ส่วนคือ
    1.) Carry Wallet  จะเป็นสิ่งสำคัญที่ลูกค้าทุกคนเอาไว้ใช้งานไม่ว่าจะเป็นเก็บ QR codes, จัดเก็บเงินคริปโต, ชำระเงินด้วยคริปโต, ใช้ในการเลือกแชร์ข้อมูลการชำระเงินของตนลงบน Blockchain เพื่อแลกกับเหรียญ CRE และ BT
    2.) Carry Device API  เป็นเครื่องมือสำหรับร้านค้าที่จะสามารถรับรองการจ่ายเงินด้วยคริปโตและส่งข้อมูลการชำระเงินเข้าสู่ Carry Wallet ของลูกค้าเพื่อให้ลูกค้าตัดสินใจเอาเองว่าจะทำยังไงกับข้อมูลของตนเอง

แล้ว CRE Token และ Branded Token คืออะไร

  • CRE เปรียบเสมือนเหรียญหลักในระบบที่ฝั่งร้านค้าจะเข้าถึงฟังค์ชั่นของ Carry Smart Contractได้ด้วยการถือเหรียญ CRE เช่นเพื่อออกเหรียญ BT นอกจากนี้ Carry Protocol เคลมว่าจะพัฒนา feature อีกหลายๆอย่างเพิ่มเข้าไป และยิ่งถือ CRE เยอะก็จะใช้งาน feature ของ smart contract ได้หลายครั้งต่อวันหรือจะเลือกเป็นจะใช้แล้วค่อยจ่ายก็ได้ นอกจากนี้ร้านค้ายังใช้ CRE ในการทำการตลาดบน Carry Platform ได้อีกด้วย
    ส่วนฝั่งลูกค้าจะใช้ CRE จ่ายค่าสินค้าแทนเงินสดได้นะจ้ะ
  • Branded Token(BT) เป็นเหรียญที่ร้านค้าสามารถออกได้เองเสมือน Loyalty Point โดยทางร้านจะสามารถตั้งชื่อเองได้เช่น Bitcoin Addict Branded Token (BABT) ซึ่งจะเอาไว้ใช้ทำอะไรก็อยู่ที่ทางร้านค้ากำหนดเอาไว้รวมถึงวันหมดอายุต่างๆ ในกรณีนี้เพื่อนๆสามารถนำ BABT มาใช้จับจองที่นอนที่สะพานลอยกันได้เลยครับ

นี้ยุค4.0 แล้วนะ Offline market จะไปสู้ Online market ได้หรอ!?

อ้างอิงจาก Whitepaper ของ Carry Protocol เค้าบอกว่า”รู้หมือไร่ ถึงแม้ตลาดการขายของ Online จะเติบโตแบบก้าวกระโดด แต่ทว่ามูลค่าตลาดขายของแบบ Offline ยังสูงถึง $25ล้านๆ ทำให้บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านการขายของออนไลน์อย่าง Amazon, Alibaba ลงทุนในตลาด Offline จำนวนมหาศาลเหมือนกันเพราะยังปฎิเสธไม่ได้หรอกครับว่าถึงแม้การซื้อของแบบออนไลน์จะมาแรงแต่คนเราก็ชอบจะสัมผัสของ, ได้เห็นของจริงๆ ทดลองมันก่อนที่จะซื้อมากกว่าดูแค่รูปในอินเทอร์เน็ตเท่านั้น

ทีมงาน พันธมิตรและ Roadmap

Grant Sohn (Cofounder) มีประสบการณ์การทำงานในตำแหน่งนักวิเคราะห์ธุรกิจที่บริษัท McKinsey และเป็นที่ปรึกษาด้านธุรกิจในบริษัท Sohn Consulting รวมถึงเป็นหัวหน้าฝ่ายภูมิภาคเอเซียที่บริษัท Wimdu GmbH ก่อนจะได้มาก่อตั้งบริษัท Spoqa กับ Richard Choi

Richard Choi (Cofounder) จบปริญญาโทด้านวิศวกรรมที่มหาวิทยาลัย Cornell และเป็นนักวิจัยให้กับบริษัท SK Chemicals ก่อนจะก่อตั้งบริษัท Spoqa กับ Grant Sohn

Swen Mun (CTO)  โปรแกรมเมอร์ที่มีประสบการณ์ด้าน Database protection และ encryption และได้ร่วมทีมกับ Spoqa เป็นเวลา 5ปีและกลายมาเป็น CTO คนปัจจุบัน

Jungwong Yu (CBO) มีประสบการณ์การทำงานกับบริษัทชั้นนำในฐานะผู้จัดการอาวุโสกับบริษัท Naver Corp และ Yahoo รวมไปถึงเป็นผู้ก่อตั้งบริษัท Ensight Media และได้กลายมาเป็น CBO ให้กับโปรเจค Carry Protocol ในปัจจุบัน

ที่ปรึกษาที่เปิดเผยคือ CEO จากบริษัทกองทุนคริปโตชื่อดังจากเกาหลี Hashed ที่ได้ลงทุนในโปรเจคชั้นนำโดยส่วนใหญ่ถ้าดูจาก Portfolio ก็ถือว่าโหดใช้ได้เลยทีเดียวครับ นอกจากนี้ยังเป็น Strategic Partner กับทั้ง Line, Kakao, Facebook carry partner.PNG
Roadmap สรุปสั้นๆก็คือจะแบ่งเป็นช่วงแรกจะทำ Protocol ให้เสร็จและช่วงหลังจะทำ App ให้เสร็จโดยแบ่งตามนี้

Protocol Phase Q3-Q4 2018: Smart contract และ protocol API
Protocol Phase Q1-Q2 2019: Reference wallet และ reference point-of-sale
App Phase Q3-Q4 2019: Production wallet และ production point-of-sale
App Phase Q1-Q2 2020: Ad management system

จุดเด่น

  • อย่างที่บอกไปตอนต้นว่าจุดแข็งเลยของโปรเจคนี้คือบริษัท Spoqa ที่ประสบความสำเร็จ ไม่ใช่โปรเจคหนีตายที่ต้องการเงินทุนมาหล่อเลี้ยงบริษัทให้รอด ทำให้มั่นใจได้ว่าเค้าจะนำทรัพยากรเก่าที่มีรวมถึงฐานลูกค้ามาผนวกเข้ากับ Carry Protocol อย่างแน่นอน
  • อ้างอิงจากบทความ พาเที่ยวงาน Beyond Blocks Summit Seoul สุดยอด Conference ในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของโลกคริปโต พบว่าประเทศเกาหลีเป็นประเทศที่มีคนใช้ Smartphone เยอะที่สุดและเปิดรับเทคโนโลยีใหม่ๆตลอดเวลารวมถึงมีการเข้าถึงประชากรกว่า 50%เข้าถึงคริปโต ผมจึงมองว่าการ Adoption ของโปรเจคนี้ไม่ใช่เรื่องยากเลยเมื่อผนวกเข้ากับข้อแรก
  • Concept ดูเรียบง่ายแต่ใช้ได้จริงมี Eco-system ที่จูงใจให้มีการถือเหรียญเพื่อเข้าถึงบริการหลายๆอย่าง
  • มี VC เจ้าใหญ่ให้การสนับสนุนเช่น Hashed, Kenetic Capital, LinkVC
  • จำนวน Bonus และวิธีการปล่อยจัดได้ว่าดีมากสำหรับรอบ ICO อย่างเราๆ ป้องกันการเทได้ในระดับหนึ่ง ทำให้อย่างๆน้อยน่าจะไม่ต่ำกว่าราคา ICO

จุดพิจารณา

  • ทีมงานเท่าที่ดูยังไม่มีประสบการณ์ตรงเกี่ยวกับ Blockchain ก็ดูน่าเป็นห่วงนิดๆ
  • Roadmap ยังดูกว้างๆเกินไป milestone ต่างๆไม่มีความชัดเจนอาจจะทำให้โปรเจคดีเลย์กว่าที่กำหนดได้ และปัจจุบันยังมีเพียง Proof of concept เท่านั้น ตัว MVP ยังไม่มีให้เราได้ดูกันครับ
  • อ้างอิงจากราคา ETH ปัจจุบัน Hardcap ของโปรเจคถือว่าค่อนข้างต่ำ ในขณะที่เทรนด์ ICO ในปัจจุบันเริ่มเทไปทางโปรเจค Hardcap สูงเพื่อการทำการตลาดสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนในการถือเหรียญถึงแม้จะพลาดก็ยังมีเงินสำรองอยู่อีกเยอะแต่โปรเจคที่ระดมทุนน้อยๆต้องเก็บเงินไปทำงานมากกว่าที่จะมาทำราคาเพื่อเรียกความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนในระยะแรก การที่หวังทำกำไรในระยะสั้นอาจจะไม่ง่ายอย่างที่คิด
  • สั้นๆง่ายๆว่าตลาดช่วงนี้มันบัดซบมากๆการลงทุนมีความเสี่ยงผู้ลงทุนควรศึกษาให้ดีก่อนตัดสินใจลงทุนนะครับ

รายละเอียดเกี่ยวกับการลงทุน

token carry


งานนี้พิเศษสำหรับ Carry Protocol กำลังจะมาจัดงาน Meet up ที่ประเทศไทยในวันที่ 16 สิงหาคม 2018 ณ Union space เอกมัย เวลา 1ทุ่ม ถึง 3ทุ่ม และพิเศษสุดๆมี Airdrop แจกฟรีภายในงาน นอกจากนี้ยังมีคำใบ้ Quiz ที่เอาไว้ใช้สำหรับ Whitelist เพื่อนๆคนไหนสนใจ อยากเรียนรู้เกี่ยวกับโปรเจคเพิ่มเติมสามารถสมัครที่ลิ้งนี้ได้เลยครับ https://www.ticketmelon.com/carryprotocol/globalmeetupthailand

หมายเหตุ: การลงทุนใน ICO มีความเสี่ยงสูงมาก ผู้ลงทุนควรศึกษาให้ดีก่อนทำการตัดสินใจลงทุน (Do your own research) ซึ่งทางทีมงาน Bitcoin Addict Thailand จะไม่รับผิดชอบในความสูญเสียทุกกรณี

ใส่ความเห็น

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.