THB/BTC
-1.62 %
320700.00 บาท
THB/ETH
-1.51 %
6796.10 บาท
USD/BNB
3.44 %
30.97 USD
THB/XRP
-1.88 %
9.91 บาท
THB/OMG
-2.67 %
51.10 บาท
THB/LTC
-3.81 %
2924.05 บาท

[สรุป] 5มุมมองจากคริปโตกูรู 5คน (คุณท๊อป, ดร.ภูมิ, คุณหนึ่ง, อ.ยุทธ, คุณต้น) สำหรับปี 2018

ศุกร์, 12 มกราคม 201812 มกราคม
3365

สวัสดีครับ เมื่อวันจันทร์ที่ 8 มกราคมที่ผ่านมาแอดมินณะได้มีโอกาสไปร่วมงาน Bitcoin center thailand open house party โดยมีทางบรรดากูรูขั้นเทพด้านคริปโตของเมืองไทย5ท่านดังนี้

  • คุณท๊อป อดีตผู้ก่อตั้ง coins.co.th
  • ดร.ภูมิ ที่ปรึกษาอาวุโสบล๊อคเชน และความปลอดภัยคอมพิวเตอร์
  • คุณหนึ่ง ผู้สร้างเหรียญ Zcoin (และ อดีตผู้ก่อตั้ง VTC) 
  • คุณต้น ผู้ก่อตั้ง Bitcoin Thailand Club และเพจ What the coin 
  • อ.ยุทธ ผู้ก่อตั้ง Crypto Trading Club 

เพื่อมาตอบคำถามและวิเคราะห์ตลาดคริปโตในปี 2018 ซึ่งบอกได้เลยว่าใครไม่มางานนี่นี้ถือว่าพลาดมากๆ แต่ไม่เป็นไรวันนี้แอดมินณะขอมาสรุปให้บรรดาแฟนเพจแบบจุใจกันเลยครับ

photo6249228375923206120
บรรยากาศภายในงาน

จุดเปลี่ยนของคริปโตในปี 2017

ในมุมมองของกูรูทั้ง 5คนจุดเปลี่ยนที่ทำให้กระแสของคริปโตเกิดบูมขึ้นมานั้นมีดังนี้

  • เกิดการเริ่มต้นของ ETH ที่ทำให้ใครก็ตามสามารถระดมทุนผ่านplatform และออกเหรียญตัวเองซึงทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนจำนวนมากมายมหาศาลและมีการเก็งกำไรในตัว ICO ดาวรุ่งซึ่งสามารถทำกำไรได้หลายเท่าในเวลาที่ไม่นานเป็นส่วนหนึ่งที่ล่อตาล่อใจให้นักลงทุนจำนวนมากเไหลเข้ามาในตลาด
  • ญี่ปุ่นรับรองให้ Bitcoin ถูกกฎหมายสามารถใช้แลกเปลี่ยนสินค้าหรือบริการได้และเกิดเทรนด์ที่ทำให้ประเทศต่างๆเริ่มทำตาม
  • การเทรดฟิวเจอร์ของ CME ทำให้คนทั่วๆไปเริ่มเข้าถึงตัว Bitcoin และมีเหล่านักลงทุนใน Wall street เข้ามาในตลาดมากยิ่งขึ้น

“เราลงทุนกับคริปโตไม่จำเป็นต้องมากมาย แค่นำเงินหมื่นเงินแสนเพื่อมาคว้าเงินล้านกัน” กล่าวโดยอาจารย์ยุทธ

ปีนี้จะเป็นปีที่สามารถทำกำไรได้อย่างปีที่แล้วมั้ยและปีนี้ฟองสบู่จะแตกหรือไม่

โดยในปีนี้ในมุมคุณท๊อปมองว่า “ปีนี้จะเป็นตัวตัดสิน ICO หลายๆตัวในปีที่แล้วว่าสามารถทำได้จริงมั้ยซึ่งจะมีตัวที่ตายจากไปอย่างแน่นอน และจะเริ่มมีการใช้งาน Blockchainจริงๆในหลายๆโปรเจคซึ่งอาจจะมาเปลี่ยนแปลงโลกเราได้เลยทีเดียวถ้าเราหาในตัวพวกนี้เจอเราก็สามารถทำกำไรได้ ในส่วนฟองสบู่ผมมองโดยใช้ตัวเลขมาคำนวณ global finanical asset ทั้งโลกอยู่ที่ 500 trillion แต่คริปโตยังไม่ถึง1 trillion เลยถ้ามองว่ามูลค่าตลาดคริปโตมีมูลค่าสูงขึ้นแค่1%ของ500 trillionภายใน3ถึง5ปีที่นั้นหมายความว่าตลาดจะโตได้อีกเกือบสิบเท่า แต่ฟองสบู่ต้องมีการแตกเพื่อให้ทุกคนรับรู้อย่างเช่นตอนอินเตอร์เน็ต ซึ่งมันจะเป็นฟองสบู่ที่สามารถทำตลาดเติบโตไปต่อได้”

ส่วนของคุณหนึ่งมองว่า “การที่CME เปิดฟิวเจอร์Bitcoinและมีโอกาสจะเปิดตัวอื่นๆเพิ่มขึ้นในอนาคต ทำให้นักลงทุนสามารถทำกำไรได้กับทั้ง2เทรนด์ไม่ว่าจะขึ้นหรือลงนั้นหมายความว่าทำให้กองทุนบริหารความเสี่ยงสำหรับคริปโตสามารถวิเคราะห์การทำกำไรได้ง่ายขึ้นและพร้อมที่จะเข้ามาในตลาดนี้ เรียกได้ว่ามีมากถึง200กองและแต่ละกองมีเงินทุนมหาศาล ทำให้ผมมองว่าฟองสบู่ของ Bitcoinจะไม่แตก รวมถึงพวกplatform ในการทำ smart contract อย่างเช่น ETH, NEO, QTUM,XEM จะมีการแข่งขันกันสูงขึ้นมากๆทำให้มีอนาคตที่สดใสแต่นั้นก็จะทำให้ICO จะเกิดมากมายมหาศาล แต่บางโปรเจคจะมีบริษัทที่ทำด้านนั้นๆอยู่แล้วเปิด Blockchainภายในองค์กรก็จะทำให้บางโปรเจค ICO ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้และจะตายไป ซึ่งทำให้มองว่าปีนี้จะเป็นฟองสบู่ ICOที่มีโอกาสจะแตกมากกว่า”

ส่วนความเห็นของคุณต้น “ต้องระวังการออกนโยบายของประเทศต่างๆอย่างเช่นเกาหลี ว่าจะมีการแบนการซื้อขายคริปโตหรือไม่ ทุกคนต้องทำใจที่จะมีเหตุการณ์ที่ทำให้ราคามันลงไปมากกว่า 50%ซึ่งอยากให้ทุกคนติดตามข่าวให้ดีๆทำให้ปีนี้การลงทุนต้องระมัดระวังมากกว่าปีที่แล้วและต้องบริหารพอร์ตให้ดีๆและมีการนำกำไรออกไปเป็นเงินสดบ้างเพราะคริปโตก็สามารถทำให้คุณหมดตัวได้”

ส่วนความเห็นของอาจารย์ยุทธ “Bitcoinที่ขึ้นมา9ปีก็น่าจะเห็นภาพได้ชัดเจนว่ามันเป็นฟองสบู่ที่โตขึ้นเรื่อยๆ สาเหตุนั้นมาจาก Bitcoin มีจำนวนจำกัด และกลุ่มคนที่เข้ามาแรกๆนั้นเค้าไม่ยอมปล่อยของออกมาง่ายๆซึ่ง  ซึ่งทำให้เจ้ามือสามารถคุมเกมได้ซึ่งต้องระวังให้ดี แต่ก็สามารถทำกำไรได้ไม่ยากถ้ามีการบริหารจัดการเงินทุนให้ดี,ไม่โลภ และผมมองว่าตอนนี้ Bitcoinอยู่ที่เวฟ3 ถ้าทะลุ20000ได้เร็วก็จะไม่จบเวฟ3และจะไปต่อได้  ถ้าใครอยากจะเข้าให้รอพุ่งผ่าน20000 หรือรอให้มันตกมาต่ำกว่า10000”

“ผมเป็นคนที่เลือกเหรียญที่จะถือนานมากๆต้องดู เข้าใจในเทคโลยีศึกษาเป็นเดือน และผมจะถือไม่กี่ตัว เรียกได้ว่าถือตัวเดียวจบ และตลาดไม่ใช่ฟองสบู่แต่สินทรัพย์บางตัวผมว่าใช่” กล่าวโดยดร.ภูมิ

ขอหวยหน่อยครับ

คุณท๊อป: ความเห็นส่วนตัวนะครับ อย่าซื้อตาม ผมมองว่าBlockchainจะคล้ายกับบริษัท Internetใหญ่ๆอย่าง Facebook ซึ่งจะมี Network effect ทำให้ผมคิดว่า Blockchainที่จะมีมูลค่ามากที่สุด คือตัวที่มีNetworkใหญ่ที่สุดอย่าง ETHเพราะ90%ของเหรียญในตลาดก็อยู่บน Eth ครับ นอกจากนี้ก็จะมีสิ่งที่เรียกว่า Decentralized Exchange(OMG,KNC,ZRX) จะมาเพราะโปรดักส์จะออกปีนี้ซึ่งทุกคนจะมีข้อกังวลในส่วนของเว็บเทรดต่างๆว่าจะโดนแฮ็คมั้ย เหรียญจะหายมั้ย ซึ่ง DEX จะเป็นที่ที่ทำให้เราสามารถแลกเปลี่ยน Tokenต่างๆกันได้อย่างง่ายดายโดยไร้ตัวกลาง โดยการซื้อขาย Tokenเราไม่ได้ซื้อขายแค่เหรียญมันคือการซื้อขายบริษัทที่สามารถดำเนินการได้โดยไม่ต้องมี CEO,ตัวกลาง  ส่วนตัวที่ผมไม่แนะนำผมซึ่งเป็นตัวที่พึ่งถูกแซงตำแหน่งไปได้ไม่นาน มันไม่เป็น Blockchain เป็นแค่ Database เท่านั้นเองผมไม่แนะนำและอันตรายมาก

อาจารย์ยุทธ: แนะนำเหรียญที่เป็น Platformน่าสนใจ อย่างพวก ETH,NEO,QTUM โดยมองว่าplatformของคนจีนปีนี้น่าจะมีโอกาสเติบโตได้อย่าง ETH เมื่อปีที่แล้ว และเหรียญที่ปกปิดการทำธุรกรรมอย่างเช่น ZCOIN,XMR,ZCASH,DASH เพราะมีการเพิ่มความต้องการจากการเรียกค่าไถ่

อาจารย์ต้น: ตัวที่เหมือน XRP แต่เป็น blockchainจริงๆซึ่ง Marketcap ต่ำนั้นก็คือ WAN นั้นเองซึ่งยังไม่เปิดการซื้อขายควรจับตามองให้ดี และเหรียญอย่าง Platform โดยปีนี้ผมเชียร์ NEO ครับเหรียญที่ควรระวังก็พวก ICO ที่อาจจะหลอกลวงชิ่งเงินหนีไปควรดูให้ดีๆและอย่าเล่นตัวที่คนทั้งโลกไม่ได้เห็นค่าเหมือนคุณ

USDT และคำเตือนจาก ดร.ภูมิ

USDT ที่มามันมาจากคนต้องการ USD มาแลกเปลี่ยนในหลายๆexchange แต่การรับ USD เข้ามาจะทำให้เว็บเทรดต้องเกี่ยวข้องกับข้อกฎหมาย ทำให้มีคนคิดว่าถ้ารับ 1 USD มาเปลี่ยนเป็นสกุลเงินดิจิตอลบางอย่างที่ขึ้นกับ 1USD โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงค่าของเงินนี้คือนิยามของstable coin

สาเหตุที่ ราคาUSDT มีความเสี่ยงเพราะว่าต้องมีฟังค์ชั่นบางอย่างที่ทำให้คนนี้สร้างเหรียญเพิ่มได้(ถ้าใครได้คีย์นี้ไปก็สร้างUSDTได้เอง) ซึ่งถ้ามองว่า USDT เป็นคริปโตมั้ยก็จะคล้ายๆกับเหรียญที่เป็น centralized token ความเสี่ยงก็จะอยู่ที่ศูนย์กลางนั้นเอง ซึ่งถ้าสังเกตุดีๆจะมีช่วงนึงราคา USDT จะไม่เท่ากับ USD ในช่วงนั้นBitfinex โดนธนาคารร่วมกันต่อต้านไม่ให้มีการโอนเงินออกจากฮ่องกงได้ เพราะมีธนาคารใน US บอกว่ามีการฟอกเงินเกิดขึ้นที่ Bitfinex ทำให้ราคา USDT ลดทันทีเพราะ1 USD ที่ใช้ได้ในไต้หวัน(ธนาคารของBifinexอยู่ไต้หวันแต่Business อยู่ฮ่องกง) เท่านั้นย่อมมีมูลค่าน้อยกว่า 1 USD ที่ใช้ได้ทั่วโลก และยังมีความเสี่ยงอีกอย่างคือ Bitfinexมีเงินเท่ากับ USDT ที่ผลิตเพิ่มขึ้นมาหรือไม่ ซึ่งถ้าเราเข้าใจ USDT เราก็จะเข้าใจถึงความเสี่ยงในการถือและมีวิธีการเทรดที่รัดกุมขึ้น

photo6249228375923206117

ในส่วนของคำเตือน อยากจะเตือนคนที่รวยขึ้นจากคริปโตเพราะจะเข้าข่ายต้องสงสัยของ ปปง. จากข้อหาร่ำรวยขึ้นอย่างผิดปกติ ซึ่งคุณควรเก็บที่มาที่ไปของกำไรจากการเทรดเพราะเว็บเทรดไม่ได้เก็บหลักฐานพวกนี้ให้ตลอด สิ่งที่น่ากลัวจริงๆไม่ใช่ภาษี แต่มันคือการนำเงินออกมาไม่ได้ เพราะส่วนใหญ่คนไม่รู้ว่าเงินต้องมีที่มาที่ไป ถ้าไม่มีที่มาที่ไปนั้นคือผิดกฎหมาย ต่อให้คุณกำไรเป็น100เท่าแต่นำเงินออกมาใช้ไม่ได้ก็ไม่มีความหมายนี้คือเรื่องที่อยากจะฝากไว้ครับ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

คุณปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล จากพรรคอนาคตใหม่ ตัวแทนชาว Blockchain คนไทย ชนะการเลือกตั้ง เป็น ส.ส. ในสภาผู้แทนฯ อย่างไม่เป็นทางการแล้ว
จันทร์, 25 มีนาคม 2019
Bitkub เชิญร่วม Meet up ครั้งแรกกับบัตรเครดิต TenX ในงาน "ยุคใหม่สำหรับการชำระเงินดิจิทัลในประเทศไทย" วันที่ 21 มิถุนายน นี้
เสาร์, 15 มิถุนายน 2019
[รีวิว] การเทรดบนเว็บ Bitkub แนะนำการทำกำไรจากการ Arbitrage เบื้องต้น พร้อมบทสัมภาษณ์คุณต้น เกี่ยวกับกฎหมายภาษีคริปโต
จันทร์, 14 พฤษภาคม 2018
สรุปงาน Bitkub Meetup ที่ผ่านมา พร้อมคำทำนายตลาดคริปโตปี 2019 จาก CoinGecko
อังคาร, 05 กุมภาพันธ์ 2019