[รีวิวICO] มั่นใจปลอดภัยด้วย Wabi

0
1927

สวัสดีเพื่อนๆชาว Bitcoin addict ทุกคนครับ วันนี้แอดมินณะ จะมารีวิว ICO ที่จะเปิดระดมทุนวันที่ 28 พฤศจิกายน 2017 นี้ ที่มีชื่อว่า Wabi นั้นเอง ครั้งแรกที่ผมเห็น ICO ตัวนี้ก็ประมาณปลายเดือนที่แล้ว แต่ก็ไม่ได้สนใจข้ามๆมันไปเนื่องด้วยมีความคิดที่จะไม่ลง ICO เพิ่มแล้วในเดือนนี้ แต่ไม่รู้อะไรดลใจอยู่ๆก็ไปอ่าน White paper ของ Wabi ซะอย่างงั้น พออ่านแล้วก็เลยสนใจมีไปหาข้อมูลเพิ่มเติมก็เลยคิดว่าจะเอามารีวิวให้ฟังครับ

ที่มาของโปรเจค

เริ่มมาจากที่ประเทศจีนมีปัญหาในเรื่องของอาหารปลอมระบาดทั่วประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกอาหารเด็กอย่างนมผง และเทรนด์ของพ่อแม่ในจีนนิยมที่จะซื้ออาหารเด็กนำเข้ามากกว่าการซื้อสินค้าที่ผลิตภายในประเทศรวมถึงการซื้อของออนไลน์ที่เป็นที่นิยม ทำให้มีผู้ผลิตต่างๆผลิตสินค้าลอกเลียนแบบแบรนด์จากต่างประเทศนำไปขายออนไลน์หรือตามร้านค้าปลีก และเนื่องด้วยอาหารเด็กเป็นอะไรที่ละเอียดอ่อนมากถ้าเป็นของปลอมนั้นจะทำให้ทารกที่กินถึงขั้นเสียชีวิตได้เลยทีเดียว  และนอกจากอาหารเด็กปลอมแล้วยังรวมไปถึงของอุปโภคบริโภคอื่นๆ ที่ปลอมแปลงขึ้นมาอย่างล้นหลาม แล้วอย่างนี้ ผู้บริโภคอย่างเราๆจะมั่นใจได้ยังไงว่าของที่ตัวเองซื้อมานั้นคือของแท้ ทำให้มีคนกลุ่มหนึ่งเล็งเห็นปัญหานี้และก่อตั้งบริษัท Walimai ขึ้นมาในปี 2014 เพื่อนำเข้าอาหารเด็กและติด RFID label กับผลิตภัณฑ์เพื่อให้พ่อ,แม่ สามารถยืนยันว่าสินค้าที่ซื้อนั้นเป็นของนำเข้าแท้ปลอดภัย

โมเดลธุรกิจ

Walimai เล็งเห็นถึงศักยภาพของ blockchain ที่สามารถนำมาผนวกกับเทคโนโลยีและสินค้าที่ตัวเองมีอยู่จึงทำให้เกิดการระดมทุน Wabi token ขึ้นมาโดย แผนธุรกิจเริ่มจากการนำเข้านมผงจากประเทศชั้นนำที่ผู้บริโภคชาวจีนให้ความไว้วางใจ และติด RFID label เพื่อยืนยันสินค้าว่าป็นของแท้ ซึ่งพ่อแม่สามารถตรวจสอบได้โดยการแตะ RFID label กับsmartphoneของตัวเองเพื่อยืนยันได้ว่าสินค้านั้นเป็นของแท้และสามารถยืนยันได้ว่า ผลิตเมื่อไหร่ ผลิตที่ไหน หลังจากที่ทางบริษัทเริ่มขยายธุรกิจไปสู่ร้านค้าปลีกในจีนประมาณ 1000 ร้านค้า รวมถึงการขายออนไลน์ให้ผู้บริโภคเริ่มคุ้นเคยกับ RFID label ทางบริษัทก็จะต่อยอดด้วยการเริ่มเปิดช่องทางให้กับสินค้าที่นำเข้าในจีนที่สนใจตัว RFID label เพื่อยืนยันว่าสินค้าเป็นของแท้ โดยทาง Walimai มุ่งหวังที่จะเป็นช่องทางการนำเข้าค้าปลีกที่ผู้บริโภคสามารถซื้อสินค้าได้อย่างสบายใจ

ทำไมต้องใช้ Blockchain

พออ่านมาถึงตรงนี้ทุกคนน่าจะมีคำถามเกิดขึ้นว่าแล้วทำไมต้องใช้ blockchain ในเมื่อก็ทำ labelออกมาแล้วก็ติดไปก็จบไม่จำเป็นต้องใช้เทคโนโลยี blockchain เลยก็ได้นี้

โดยทาง Walimai ได้มีการเริ่มใช้ตัว RFID label กับนมผงนำเข้าแล้วในร้านค้าในจีน3ร้านและมีช่องทางการขายออนไลน์ในเว็บ jd.com ซึ่งได้รับรีวิวในแง่บวกจำนวนมาก แต่ด้วยเทคโนโลยีที่ทาง Walimai ทำ RFID label มีความเป็น dynamic เพื่อให้ยากต่อการปลอมแปลง label โดยต้องมีการแสกนจากผู้บริโภคเมื่อซื้อสินค้าไปแล้วจะทำให้ระบบปลอดภัยมากที่สุด แต่ถ้าผู้บริโภคเริ่มไว้วางใจในสินค้าที่ Walimai นำเข้า ผู้บริโภคก็จะมีความรู้สึกว่าไม่จำเป็นต้องแสกนอีกต่อไปซึ่งจะส่งผลต่อความปลอดภัยในตัวของ labelในอนาคต

ทำให้ Walimai อยากจะสร้าง loyalty โปรแกรมบน blockchain โดยเมื่อผู้บริโภคแสกน label เพื่ออัพเดทระบบจะได้รับ Wabi token(คล้ายๆการขุดผ่านการซื้อของเพื่อเพิ่มแรงจูงใจในการแสกน) และทางร้านค้าจะเป็นผู้จ่าย ซึ่ง Wabi toekn จะอยู่ใน loyalty โปรแกรมโดยสามารถนำมาเป็นส่วนลดแทนเงินสดเพื่อซื้อสินค้า,บัตรของขวัญ,แลกเงินสด และการสร้าง loyalty โปรแกรมบน blockchain มีข้อดีหลายอย่างโดยมีประโยชน์อย่างมากในเรื่องของความไว้วางใจ

ตัวอย่าง การสะสมไมล์ของการบินไทยได้จำนวนนึงก็สามารถแลกไฟลต์บินได้ แต่เมื่อถึงจุดๆหนึ่งเมื่อไมล์ในระบบมีมากเกินไป การบินไทยก็จะเพิ่มจำนวนไมล์ในการแลกตั๋ว แต่ก่อน 10000ไมล์แลกได้ก็เพิ่มไปเป็น 15000 ซึ่ง Wabi token ที่อยู่บน blockchain ไม่สามารถเพิ่มจำนวนได้ มีแค่100ล้านเหรียญก็จะมีเท่าเดิมไปตลอดทำให้ผู้บริโภครู้สึกถึงคุณค่าของเหรียญที่ได้สะสม

และข้อดีสำหรับทางร้านค้าที่เข้าร่วม loyalty โปรแกรมก็คือ ไม่จำเป็นต้องใช้ทรัพยากรเยอะในการทำ loyalty โปรแกรมทำให้พ่อค้ารายย่อยสามารถทำได้ง่าย และสามารถใช้ได้ในทุกๆผลิตภัณฑ์และทุกๆร้านค้าที่เข้าร่วมกับทาง Walimai (decentralized)

ICO (ERC20)

  • Crowd sale hard cap อยู่ที่ 11.5M USD ราคา Wabi 1 token = 0.25 USD โดยจะแบ่งเป็น capรายบุคคลหารเฉลี่ยตามจำนวน whitelist
  • *Presale hard cap อยู่ที่ 300K USD ราคา Wabi 1 token = 0.03 USD (ส่วนนี้ระดุมทุนไปแล้ว)*
  • จำนวนเหรียญทั้งหมด 100,000,000 เหรียญแบ่งออกตามกราฟวงกลมด้านล่างpie
  • เงินทุนบริษัทจะนำไปใช้ในเรื่องของการตลาด,ว่าจ้างพนักงาน,พัฒนาloyalty โปรแกรม
  • ลง White-list ภายใน 21 พฤศจิกายน 2017 มีการทำ KYC ใช้บัตรประชาชนและเบอร์โทร
  • Token sale เริ่ม 28 พฤศจิกายน 2017 โดยจะมี cap รายบุคคลในวันแรก และจะเพิ่มเป็นสองเท่าสำหรับผู้ที่ลงครบ capในวันที่สองและเพิ่มอีกในวันที่3 ถ้ายังขายไม่หมด วันที่4จะดึงกลับเข้าบริษัท

จุดได้เปรียบ

  1. ทางบริษัทเริ่มก่อตั้งมาตั้งแต่ปี2014และมีสินค้าออกมาและสามารถใช้งานได้จริงๆ และกำลังเริ่มที่จะใช้กับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์(เห็นว่ามี prototypeแล้ว) สามารถดูการทำงานของ RFID label ได้ตามคลิปวิดีโอ
  2. Hardcap ไม่สูงเมื่อเทียบกับ market cap ในโปรเจคลักษณะคล้ายๆกัน
  3. ได้คะแนนจากแหล่งรีวิวที่น่าเชื่อถืออยู่ในเกณฑ์ดี
  4. Advisor โปรเจคทั้ง4คนถือว่ามีความรู้ความสามารถในด้านที่ธุรกิจของWalimaiต้องการ อย่างเช่น นาย Mark  Zavadskiy ซึ่งเป็น Business development director ของ Aliexpress
  5. เป็นโปรเจคที่โฟกัสในประเทศจีนแต่แบนคนจีนในการเข้าร่วม ICO แอดมินมองว่าน่าจะมีคนจีนที่อยากจะเข้าร่วมICOแต่ไม่สามารถเข้าร่วมได้ก็จะไปซื้อใน exchange(คิดว่าทางทีมน่าจะติดต่อ exchange ในจีนบ้างแล้ว) ทำให้ราคาอาจจะสูงขึ้นได้ง่าย
  6. ทางทีมงานมีแผนงานชัดเจนตอบคำถามใน Telegramได้ดีมาก
  7. ส่วนแบ่งทางการตลาดในสินค้าที่ต้องการ RFID label มีจำนวนเงินค่อนข้างสูง

จุดพิจารณา

  1. Presale ได้โบนัสเยอะมากแต่ทางทีมงานมีมาตรการรับมือดูรายละเอียดได้ในหัวข้อถามตอบ
  2. ไอเดีย Loyalty โปรแกรมบน blockchainเป็นสิ่งใหม่ซึ่งไม่แน่ใจว่าจะเวิร์คขนาดไหน
  3. ขายไม่หมดไม่เผาเหรียญ (แต่คิดว่าทางบริษัทอยากจะให้จำนวนเหรียญคงที่)

ถาม-ตอบ

Q: ทำไมบริษัทไม่ขาย RFID label ให้กับบริษัทอื่น (B2B) ทำไมถึงมาทำแบบการนำเข้าสินค้าแล้วขายผ่านช่องทางร้านค้าปลีก(B2C)

A: ทางบริษัทเคยลองทำแล้วเมื่อ2ปีที่แล้วพบว่าไม่เวิร์ค จริงๆก็มีบริษัทหลายๆบริษัทให้ความสนใจเทคโนโลยีนี้แต่ว่าพอมาใช้จริง บริษัทที่ซื้อมองว่ามันเป็นต้นทุน ทำให้ต้องการลดต้นทุนลงก็ไปใช้แบบ QR-CODE  ซึ่งเป็นอะไรที่ปลอมแปลงง่ายมาก สุดท้ายผู้บริโภคก็จะไม่เชื่อใจในตัว QR-CODE อีกต่อไปซึ่งก็ไม่มีประโยชน์ รวมถึงกำไรที่ทาง Walimai จะได้ในการทำธุรกิจแบบ B2C จะสูงกว่าโดยบวกราคาขายไป 20%ในการติด labelนี้ซึ่งผู้บริโภคยอมจ่ายเพื่อความปลอดภัยของลูกน้อย ซึ่งส่วนแบ่งกำไรในฝั่งนี้จะมากกว่าการที่ไปขาย label ให้กับบริษัทอื่น

Q: อ่าวงี้ก็ทำทั้ง B2B กับ B2C ควบคู่กันไปเลยสิดูจากเทคโนโลยีของคุณแล้วน่าจะทำได้นะ

A: บริษัทอยากพัฒนาให้เป็นที่ติดตลาดในจีนก่อนที่จะพัฒนาในส่วนอื่น บริษัทมองว่าอยากให้มันอยู่บนความเป็นไปได้ไม่อยากจะเขียนอะไรที่เวอร์วังอลังการลงบน White paper

Q: Presale ได้โบนัสเยอะมากเลย งี้รอบ ICO ก็โดนเทราคาเละเลยสิ

A: จริงๆเราไม่มีทางเลือกเงินทุนรอบPresaleเรานำมาใช้ในการโปรโมต ICO ทำให้ทางเราได้เสนอทางเลือกให้กับนักลงทุนรอบ Presale 2ทาง

  1.  เลือกที่จะขาย Walimart จะรับซื้อคืนในราคาเท่ากับ ICO
  2.  เลือกที่จะถือ Token จะถูกล็อกโดยสามารถเลือกได้สองทางล็อค3เดือนจะได้โบนัส5% ล็อค6เดือนจะได้โบนัส10%

Q: แล้วเหรียญมันมีคุณค่ายังไงทำไมราคาถึงจะขึ้น

A: เหรียญเป็นส่วนนึงในระบบ eco-systemของเรา ซึ่งทางฝั่งพ่อค้าก็ต้องการเหรียญเพื่อจัด loyalty โปรแกรม เช่น การชวนเพื่อมาซื้อสินค้าของเราก็จะได้รับ 5 Wabi อะไรประมาณนี้รวมถึงการจ่าย Wabi ให้กับลูกค้าที่แสกนสินค้าที่ซื้อไป ทางฝั่งลูกค้าก็สามารถใช้ Wabi ซื้อบัตรกำนัลต่างๆ หรือใช้แทนเงินสดส่วนลดได้

Q: แล้วทำไมไม่ทำเหรียญไว้ใช้ซื้อของไปเลยล่ะ

A: กฎหมายในหลายๆประเทศไม่รับชำระเงินด้วยเหรียญเหล่านี้โดยเฉพาะในจีน ทำให้นี้เป็นทางออกที่ดีที่สุสำหรับเรา และการจะทำให้เหรียญเป็นที่ยอมรับในวงกว้างในฐานะของเงินยากกว่าการที่ทำให้ยอมรับในฐานะของการสะสมแต้ม

สรุป

ในความคิดของแอดมินคิดว่าเป็นโปรเจคที่ดี จับต้องได้ไม่หวือหวาไม่ได้วาดฝันเอาไว้สวยหรู แต่มีความเป็นไปได้ในการนำเทคโนโลยี blockchainมาใช้ แต่อาจจะยังไม่เต็มประสิทธิภาพแต่ทางทีมงานก็ให้สัมภาษณ์ไว้แล้วว่ามันยังทำอะไรได้อีกเยอะในส่วนของ loyalty โปรแกรมบน blockchain ก็ต้องมาดูกันต่อไปว่าจะเป็นยังไงแต่คิดว่าการ นำ RFID label มารวมเข้ากับ loyalty โปรแกรมแล้วนั้นมีความน่าสนใจเลยทีเดียวครับ ยังไงก็ลองศึกษาข้อมูลด้วยตัวเองก่อนการลงทุน บทความนี้เป็นเพียงแหล่งข้อมูลที่ช่วยในการตัดสินใจเท่านั้นครับ

ลิงค์ไปทำ White-list  เบอร์โทรให้เลือก +66แทนไม่ต้องพิมมพ์0นะครับ(ใช้ ERC20 wallet ที่มี private key เช่น MEW ,Metamask อย่าใช้ wallet บน exchange เด็ดขาด)

 

 

ใส่ความเห็น

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.